ค้นหา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้24
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเมื่อวานนี้14
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้826
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่ผ่านมา1649
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด66218

We have: 22 guests online
วันนี้: เม.ย. 24, 2018

ปาฐกถา “สุชาติ เจตนเสน” ประจำปี พ.ศ. 2557

“ระบาดวิทยา นำร่องและเติมเต็มทางการแพทย์และสาธารณสุข”

 

n01

โดย รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์
งานสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 22
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09.20-10.00 น.
ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 

“นำร่อง ส่งสัญญาณ รับสัญญาณ และออกแบบ
ความเชื่อมโยงของระบาดวิทยา
กับการแพทย์และสาธารณสุข”


                

 

               เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วตอนเป็นนักเรียนแพทย์ปีสุดท้าย “วิชาระบาดวิทยา” หรือสมัยนั้นมีบางท่านเรียก “วิชาการระบาด” เป็นเพียงวิชาหนึ่งในภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม โดยมีโอกาสเรียนกับท่านอาจารย์มุกดา ตฤณานนท์ หัวหน้าภาควิชาฯ และคณาจารย์ อื่นๆ อีกหลายท่าน บอกตรงๆ ว่าให้ความสนใจบ้างเล็กน้อย เนื่องจากไม่เร้าใจเหมือนภาควิชาอายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ สูตินรีเวชศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งสามารถมองเห็น และจับต้องได้ในทางการแพทย์อย่างชัดเจน พอจำได้บ้างลางๆ ว่าอาจารย์มุกดา สอนเรื่องการระบาดเป็นของอหิวาตกโรค สอนว่าแมงดาจานกินได้ไม่มีพิษ แต่แมงดาถ้วย (หรือเรียกเห-รา) มีพิษ โดยพิษจะจับกับระบบประสาท ทำให้หมดสติถึงตายได้ และยังจำได้แม่นยำว่า ระบาดวิทยาคือ ความรู้ว่าด้วยความสัมพันธ์ของ Host, Agent และ Environment ขอเรียนตามตรงว่าไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าในทางการแพทย์หรือมีผลต่อผู้ป่วยมากไปกว่าเพื่อที่จะสอบผ่านเท่านั้น

                เมื่อเป็นกุมารแพทย์ (พ.ศ.2520) เมื่อเริ่มทำงานสิ่งที่เห็นและพบเป็นประจำคือ ประชากรเด็กป่วยด้วยโรคติดเชื้อต่างๆ เป็นจำนวนมากก่อปัญหาเจ็บและตายในอัตราที่สูง โรคที่พบบ่อยและสนใจอยากรู้คือโรคหัด ซึ่งยุคนั้นวัคซีนป้องกันโรคหัดเพิ่งเริ่มต้นในแผนงานเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทย (EPI Program) ผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบถึงลักษณะของโรค เพศ อายุ อาการทางคลินิก โรคแทรกซ้อนและอัตราป่วยตาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่อมาเริ่มเข้าใจว่านี่คือการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคหัดในเด็กไทยยุคนั้นนั่นเองและเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ทางการแพทย์ ทำให้มีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในเด็กเล็กมากขึ้นจนประสบความสำเร็จพอสมควรในการควบคุมโรคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในประโยชน์ของระบาดวิทยาอย่างลึกซึ้งยังไม่เกิด จนกระทั่งปี พ.ศ.2546 เกิดการระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ในสัตว์ปีกและคนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านการแพทย์ การปศุสัตว์ปีกและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรุนแรงและกว้างขวาง อีกทั้งทำให้เห็นประโยชน์ของข้อมูลจากนักระบาดวิทยาที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่แพทย์ผู้ดูแลคนไข้ที่น่าสงสัยเป็นโรคไข้หวัดนก H5N1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงเห็นภาพความเชื่อมโยงของระบาดวิทยากับทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขดังนี้

  1. “นำร่อง” เอาข้อมูลการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ในชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินงานในภาคสนาม มาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
    และสาธารณสุข
    ในภาพรวมของประเทศ
  2. “ส่งสัญญาณ” โรคระบาดต่างๆ จากแหล่งต่างๆ ให้แก่แพทย์ผู้ดูแลรักษาในสถานพยาบาลเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาได้ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นมาตรฐาน
  3. “รับสัญญาณ” ที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคระบาดใหม่ๆ จากแพทย์ในสถานพยาบาลไปค้นหา ควบคุม ป้องกันการระบาดของโรคในชุมชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  4. “ออกแบบ” วิธีการเก็บข้อมูล รูปแบบการวิจัยและการวิเคราะห์ผลรวมทั้งการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความถนัดและเชี่ยวชาญของระบาดวิทยา

               ดังนั้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลทางระบาดวิทยามีประโยชน์ต่อแนวทางการดูแลรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อแก่แพทย์ (Clinician) เป็นอย่างมาก และยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแนวนโยบายต่อผู้บริหารนโยบายทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ (Policy maker) นอกจากนี้ วิชาการระบาดวิทยายังมีความเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบการวิจัยและการวิเคราะห์ผลที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านักระบาดวิทยา (Epidemiologist) จึงเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศและของโลก

สรุป

               ทั้งในปัจจุบันและอนาคตผลงานทางด้านระบาดวิทยายังคงทรงคุณค่าและมีประโยชน์ต่อแพทย์ที่ทำการดูแลรักษาผู้ป่วยต่างๆ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา และยังเป็นข้อมูลอ้างอิงให้แก่
ผู้กำหนดนโยบายทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศได้อย่างทันต่อเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพ