slider4

ค้นหา

จำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้7
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเมื่อวานนี้14
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้809
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่ผ่านมา1649
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด66201

We have: 5 guests online
วันนี้: เม.ย. 24, 2018

 

ปาฐกถา “สุชาติ เจตนเสน” ประจำปี พ.ศ. 2557


โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
งานสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 22
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09.20-10.00 น.
ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

n02




“ สิ่งที่นักระบาดวิทยาทั้งหลายได้รับ
นอกจากงานตีพิมพ์ (และตีพิมพ์ได้ยาก)
คือ ความสุข การทำงานด้วยกัน
การสามัคคีระหว่างพี่น้องนักระบาดวิทยา
เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ทั่วไป ”


 

 


     ก่อนอื่นต้องของขอบพระคุณคณะผู้จัดงานสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ และคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลตัวอย่างด้านระบาดวิทยาที่ให้รางวัลและให้โอกาสผมได้มาพูดให้เพื่อนๆ และน้องๆ ชาวสาธารณสุขฟัง


     ผมขอต้อนรับคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการระบาดวิทยา มาช่วยกันสร้างความรู้ที่ใช้สำหรับการป้องกันและควบคุมโรค และสร้างเสริมสุขภาพ ปราศจากความรู้ทางระบาดวิทยา เราคงไม่สามารถควบคุมป้องกันโรค


    วิชาระบาดวิทยา เป็นวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานใช้เหตุผล นำไปประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุข ทำให้รู้ว่าจะต้องเก็บข้อมูลอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร ต้องรู้วิธีประมวลผล หาข้อสรุปจากข้อมูลที่ได้มาหรือมีอยู่ แล้วนำข้อสรุปนั้นไปเผยแพร่ให้เกิดความรู้หรือความคิดใหม่ๆ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติให้ดีขึ้น


     ผู้ที่เรียนระบาดวิทยาจะได้รับการกล่อมเกลาให้เป็นผู้มีเหตุผล ไม่หลงเชื่อข้อสรุปต่างๆ อย่างง่ายเกินไป มีสมรรถนะที่จะออกแบบงานวิจัยที่เหมาะสม สื่อสารกับทีมงานและผู้อื่นผ่านการเขียนอ่านและพูดคุยอย่างเป็นทางการ จัดบริหารโครงการวิจัยในด้านปฏิบัติ เรียนรู้ภาคปฏิบัติของการวิเคราะห์ ข้อมูล และการตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสารและการนำเสนอในที่ประชุม จนอาจจะกล่าวได้ว่า “การมองชีวิตจะเปลี่ยนไป หลังจากได้ศึกษาวิชาระบาดวิทยา” ตรรกะในใจและที่แสดงออกในการโต้แย้งจะแหลมคมขึ้น


     กิจกรรมในระหว่างการเรียนระบาดวิทยา ที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะชอบ คือ การออกงานภาคสนาม ซึ่งจะได้เดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ บางครั้งไม่เคยไปเลย เข้าหาผู้คนที่มีพื้นฐานเศรษฐฐานะและวัฒนธรรมต่างไปจากเรา การพบเห็นเบื้องต้นจะนำมาซึ่งสมมติฐาน จากนั้นการเก็บข้อมูลที่ละเอียดขึ้นจะเป็นเครื่องมือในการทดสอบสมมติฐาน


     วิชาที่ยากที่สุดในการเรียนระบาดวิทยา คือ วิชาสถิติ วิชานี้ช่วยให้เข้าใจว่าปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญได้มากน้อยเพียงไรในทางทฤษฎี  ในการจัดการข้อมูลจริงๆ ต้องการความรู้ความชำนาญด้านการประมวลผลข้อมูลซึ่งเป็นโจทย์ภาคปฏิบัติ ในปัจจุบัน เรามีข้อมูลที่สร้างขึ้นและเก็บเข้าฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความรวดเร็วในการสร้างนักวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้น น้องๆ รุ่นใหม่ไม่ตกงานแน่ มีแต่จะทำไม่ไหว


     จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของคนไทยโดยรวม คือ การเขียนรายงานการวิจัยเผยแพร่ในวารสาร ข้อมูลที่ใช้เวลาเก็บและวิเคราะห์จำนวนมากไปไม่ถึงการตีพิมพ์ การเขียนได้สำเร็จต้องการสมาธิจดจ่อในการทำงานเขียนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะตรงข้ามกับคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนความสนใจอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนทางอารมณ์เหล่านี้ต้องการการขัดเกลาด้วยชีวิตที่มีระเบียบวินัยงานระบาดวิทยาจึงไม่ได้เป็นเพียงงานโรแมนติกที่มีข้อมูลประทับใจประทับอารมณ์ แต่เป็นงานวิชาการวิทยาศาสตร์ที่จริงจังที่วัดด้วยผลผลิต การทำงานที่ไม่ถึงการตีพิมพ์เผยแพร่ ถือว่าไม่ได้รับผิดชอบจนถึงที่สุด เคล็ดลับสำหรับคนรุ่นใหม่ในการทำงานให้ถึงการตีพิมพ์ในวารสาร คือ การทำงานเป็นทีมกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการเขียน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้งานสำเร็จได้ง่ายและเร็วกว่าทำคนเดียว


     ความอาวุโสทางวิชาการ ไม่ได้วัดด้วยวัย แต่วัดด้วยผลงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีพิมพ์ เมื่อก้าวพ้นจากคนรุ่นใหม่เข้าสู่วิชาชีพนักระบาดวิทยาซึ่งมีผลงานตีพิมพ์แล้ว ขั้นต่อไปคือ ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ผลงานสม่ำเสมอ ช่วงนี้มักจะต้องรับผิดชอบงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานวิชาการด้วย เช่น การบริหารเป็นต้น การจัดสรรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะทำให้สามารถรักษาความเป็นวิชาการและพัฒนาวิชาการของตนอย่างต่อเนื่องได้ นักระบาดวิทยารุ่นพี่ต้องลงมือหรือ hand-onขั้นตอนต่างๆ ร่วมกับรุ่นน้อง นำทีมงานให้ถึงเส้นชัยคือการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง


     พูดมาถึงตรงนี้ ผู้ฟังอาจจะคิดว่าระบาดวิทยาเป็นเพียงงานตีพิมพ์กระนั้นหรือ คำตอบก็คือ ทั้งไม่ใช่และใช่ ที่ไม่ใช่เพราะต้องทำงานต้นน้ำอย่างอื่นก่อนได้การตีพิมพ์ เช่น ต้องเขียนโครงการหาทุนสนับสนุน ต้องบริหารโครงการให้ได้ข้อมูลที่ด และบริหารทีมงานอย่างดี ทำให้ได้ผลงานออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ที่ว่าใช่ก็คือ ถ้าถึงจุดสุดท้ายไม่ตีพิมพ์ก็เหมือนนักวิ่งแข่งที่วิ่งไม่ถึงหลักชัย ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือวิ่งทนอย่างไรก็ถือว่าไม่ได้ประโยชน์ ถ้าไม่มีงานตีพิมพ์ ทุกอย่างจะเลือนหายไปในเวลาอันสั้น การลงทุนลงแรงทั้งหมดอาจจะอยู่ในความทรงจำของคนเพียงไม่กี่คนและคงอยู่ได้ไม่กี่เดือน ถ้าตีพิมพ์ได้ดี รายละเอียดของการทำงานและสิ่งค้นพบตลอดจนแนวคิดต่างๆ ที่ได้ จะจารึกไว้ในฐานข้อมูลตลอดไป


     ในงานระบาดวิทยาสิ่งที่ได้นอกเหนือจากงานตีพิมพ์ยังมีอะไรอีกบ้าง? โรคที่สงบลง การเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ทำไมไม่นำมาพูดยกย่องบ้าง? คำตอบก็คือ ถ้าความดีเหล่านั้นมีจริง มันควรจะถูกบันทึกไว้ในรายงาน โรคระบาดทั้งหลายมีการแพร่และการสงบเป็นวัฎสงสารอยู่แล้ว ผู้คนมีทั้งแข็งแรง และเจ็บป่วย การจะอ้างว่าเป็นผลงานแห่งการกระทำของเราต้องมีหลักมีฐาน จดบันทึกตัวเลขไว้ พร้อมการวิเคราะห์และเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ขาดการบันทึกและการตรวจสอบในระดับสาธารณะ (ซึ่งก็คืองานตีพิมพ์) งานก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ


     สิ่งที่นักระบาดวิทยาทั้งหลายได้รับนอกจากงานตีพิมพ์ (และตีพิมพ์ได้ยาก) คือ ความสุข การทำงานด้วยกัน การสามัคคีระหว่างพี่น้องนักระบาดวิทยาเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ทั่วไป เมื่อท่านอาวุโสไปถึงระดับหนึ่ง การเป็นครูบาอาจารย์ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นด้วยตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นด้วยการกระทำ จะได้ผลตอบแทนทางใจที่มีค่ามากกว่าตัวเงินหรือวัตถุ สิ่งที่เราควรจะสะสมต่อไป คือ ความรักความกลมเกลียว การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างรุ่นต่างๆ จากรุ่นของอาจารย์สุชาติ มาสู่รุ่นของพวกเรา คุณหมอทวี ตัวผมเอง คุณหมอครรชิต หมอคำนวณ คุณหมอศุภมิตร ต่อไปยังรุ่นหมอชุลีพร หมอสุวิช หมอโสภณ และอีกหลายท่านที่ผมไม่สามารถกล่าวนามได้อย่างครบถ้วน จนถึงน้องๆ นักระบาดวิทยารุ่นใหม่ เราจะสืบทอดเจตนานี้ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด


5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558